Bangkok, Thailand
ข่าวประชาสัมพันธ์
นักวิทยาศาสตร์จากประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลของประเทศไทยในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โครงการ Global Seaweed PROTECT ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร และมุ่งเน้นการปกป้องสาหร่ายทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลอย่างยั่งยืนในระดับโลก ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการวางแผนความปลอดภัยทางชีวภาพและการสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 26–28 พฤศจิกายน 2025
ศาสตราจารย์ Elizabeth Cottier-Cook และผู้เข้าร่วมประชุม ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของศัตรูพืชและโรค ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ต่อปี และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับแนวทาง Progressive Management Pathway for improving seaweed biosecurity (PMP/AB-Seaweed) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และปรับใช้โดยทีม GS-PROTECT เพื่อช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่อุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลของประเทศ
ผู้ประกอบการจากโครงการ Seaweed Social Business ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Earthshot Prize และก่อตั้งโดย Yunus Thailand ในจังหวัดสตูลเมื่อปี 2020 เดิมมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมเพื่อแบ่งปันประสบการณ์การเพาะเลี้ยงและจำหน่ายสาหร่ายคอเลอร์ปา (Caulerpa) หรือ “feather seaweed” ซึ่งเป็นสาหร่ายที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเจริญเติบโตได้ดีในน่านน้ำท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอุทกภัยที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 300 ปี ได้ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ เนื่องจากต้องเร่งปกป้องบ้านเรือนและแหล่งรายได้ของตนเอง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความรุนแรงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อชุมชนชนบทและชุมชนชายฝั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ระหว่างการเดินทางในประเทศไทย ทีม GlobalSeaweed-PROTECT ยังได้หารือกับ International Union for Conservation of Nature (IUCN) เกี่ยวกับการยกระดับความสำคัญของการอนุรักษ์สาหร่ายทะเลธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์แนวปะการังและป่าชายเลน รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลและครอบครัวหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทีมงานยังได้พบกับเครือข่าย 30x30 Thailand Coalition เพื่อร่วมจัดตั้งคณะทำงานระดับชาติด้านสาหร่ายทะเลชุดแรกของประเทศไทย ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาแผน National Ocean Adaptation Plan ของประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันการอนุรักษ์พื้นที่บนบก 30% และพื้นที่ทางทะเล 30% ของประเทศไทยภายในปี 2030
ศาสตราจารย์ Juliet Brodie จาก Natural History Museum หัวหน้าโครงการ GlobalSeaweed-PROTECT กล่าวว่า “สาหร่ายทะเลเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางทะเล และเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรกว่า 6 ล้านคนใน 56 ประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัย ทั้งการสูญเสียผลผลิตจากศัตรูพืชและโรค การขาดแคลนสายพันธุ์คุณภาพ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของฤดูมรสุม และความถี่รวมถึงความรุนแรงของพายุโซนร้อนที่เพิ่มขึ้น”
“การนำระบบ PMP for Seaweed Biosecurity มาใช้ จะช่วยยกระดับแนวทางการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้รัฐบาลทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคสามารถสนับสนุนแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้เห็นถึงบทบาทของสาหร่ายทะเลที่สมบูรณ์ต่อระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงบทบาทในฐานะทรัพยากรที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนชายฝั่ง”
“อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากภาคอุตสาหกรรมเอง และเกษตรกรทั่วประเทศต้องเห็นประโยชน์จากมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพเพิ่มเติมเหล่านี้ เพราะไม่สามารถกำหนดหรือบังคับใช้เพียงฝ่ายเดียวได้”
Participants join the workshop on the marine biosecurity
นอกจากการปกป้องแหล่งสาหร่ายทะเลผ่านมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพแล้ว การนำระบบ PMP มาใช้ยังช่วยเพิ่มผลผลิต มูลค่าทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ออุตสาหกรรมอีกด้วย
โครงการ Seaweed Social Business ในจังหวัดสตูล ได้รับการสนับสนุนจาก GlobalSeaweed-PROTECT รวมถึง Canadian Fund for Local Initiatives, Foreign, Commonwealth & Development Office และ Global Seaweed Coalition โดยโครงการได้คัดเลือกแม่บ้านจากชุมชนรายได้น้อยให้ได้รับชุดเริ่มต้นในการเพาะเลี้ยง จัดตั้งกลุ่มสนับสนุนระหว่างเพื่อน พร้อมจัดอบรมด้านเทคนิคและการเป็นผู้ประกอบการเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเริ่มเพาะเลี้ยง เก็บเกี่ยว และจำหน่ายผลผลิตได้ภายในเวลาไม่นาน
Callum Mackenzie ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของ Yunus Thailand และผู้ริเริ่มโครงการ Seaweed Social Business กล่าวว่า “สาหร่ายคอเลอร์ปาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังมีรอบการเพาะปลูกสั้นเพียง 1–2 สัปดาห์ และสามารถเติบโตได้ถึง 5–10 เท่า จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการสร้างผู้ประกอบการชุมชนและการเสริมพลังทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้หญิง ชุดเพาะเลี้ยงแต่ละชุดใช้เวลาดูแลเพียงประมาณ 10 นาทีต่อวัน จึงสามารถสร้างรายได้กึ่ง Passive Income และผู้ประกอบการยังสามารถเพิ่มจำนวนชุดเพาะเลี้ยงเพื่อขยายรายได้ในอนาคตได้อีกด้วย ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศ การเป็นผู้ประกอบการด้านสาหร่ายทะเลช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด”
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของโครงการ Global Seaweed PROTECT ระยะเวลา 3 ปี แม้อุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลในประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีศักยภาพอย่างมาก หากสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะสามารถปลดล็อกศักยภาพของสาหร่ายทะเลในการสร้างประโยชน์ทั้งต่อระบบนิเวศและชุมชนชายฝั่งทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมหาศาล